ความช่วยเหลือของมนตรี
เล่าเรื่องโดย / ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เรียบเรียง / สุพัตรา แซ่ลิ่ม
นิทานสีขาว เรื่อง “ความช่วยเหลือของมนตรี”
ณ โรงเรียนชายล้วนแห่งหนึ่ง
คนทั่วไปต่างก็รู้กันดีว่าโรงเรียนนี้ขึ้นชื่อ ด้านกีฬาฟุตบอลมาก
เพราะทีมฟุตบอลของโรงเรียนนี้คว้าที่หนึ่งในการแข่งขัน
ฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศติดต่อกันมาแล้วหลายสมัย
มนตรี เป็นเด็กฉลาด แข็งแรง
และมีน้ําใจเป็นนักกีฬาเสมอ เขาเล่น ฟุตบอลอยู่ในทีมของโรงเรียนแห่งนี้ด้วย
และเมื่อหัวหน้าทีมคนเก่าจบการ ศึกษาออกไป มนตรีก็ได้รับการคัดเลือกจากเพื่อนๆ
ในทีมฟุตบอลให้เป็น หัวหน้าทีมคนใหม่ด้วยคะแนนที่เป็นเอกฉันท์ การแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนระดับประเทศของปีนี้กําลังจะมาถึงในไม่ช้า
มนตรีและเพื่อนๆ ในทีมต้องฝึกซ้อมอย่างหนักทุกวันเพื่อรักษาความเป็นที่
หนึ่งเอาไว้ให้ได้ พวกเขาจริงจังกับเรื่องนี้มาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การรักษา
ตําแหน่งเดิมเอาไว้ให้ได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาเกียรติประวัติของทีม
ฟุตบอลโรงเรียนซึ่งสั่งสมกันมาหลายรุ่น และยังถือเป็นความภาคภูมิใจของทุกๆ
คนในโรงเรียนอีกด้วย เมื่อวาระการแข่งขันฟุตบอลโรงเรียนประจําปีนี้มาถึง
ทีมของมนตรีก็ สามารถเอาชนะทีมจากโรงเรียนอื่นได้โดยไม่ยากเย็นนัก
จนในที่สุดก็เข้าไปถึง รอบชิงชนะเลิศได้ตามความคาดหมาย
“การแข่งขันรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นที่สนามของโรงเรียนเรา
เพราะฉะนั้น พรุ่งนี้เช้า ขอให้ทุกคนมาพร้อมกันที่นี่ได้เลย”
มนตรีนัดแนะกับเพื่อนๆ ก่อน จะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่บ้าน วันต่อมาปรากฏว่าฝนตกตั้งแต่ตอนเช้ามืด
เมื่อมนตรีออกจากบ้านนั้น ฝนซาลงมากแล้ว แต่ตามถนนหนทางก็ยังเปียกเฉอะแฉะ
และบางแห่งก็ลื่นมาก มนตรีต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง
เพราะไม่อยากให้ตนเองได้รับ บาดเจ็บก่อนการแข่งขัน เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน
มนตรีสังเกตเห็นหญิงชราคนหนึ่งยืนตัว เปียกโชก
ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความหนาวอย่างน่าสงสาร หญิงชราคนนี้ ยืนงกๆ เงินๆ
และเฝ้าแต่มองไปยังฝั่งตรงข้าม มนตรีคิดว่านางคงอยากข้าม
ถนนไปอีกฝั่งแต่ไม่มีคนจูง จึงไม่กล้าข้ามไปคนเดียว เพราะพื้นถนนหน้า
โรงเรียนลื่นและมีรถขับผ่านไปมามาก มนตรีสังเกตคนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมา
ดูเหมือนว่าทุกๆ คนต่างก็เร่งรีบ
ไปทําธุระของตนเองจนไม่มีใครว่างพอที่จะหันมาสนใจหญิงชราคนนี้เลย ดังนั้น
มนตรีจึงเดินเข้าไปหานางและกล่าวด้วยน้ําเสียงที่อ่อนโยนมีเมตตาว่า
“ยายอยากจะข้ามไปฝั่งโน้นใช่ไหม
ผมจะช่วยยายเองนะครับ”
สีหน้าของหญิงชราแจ่มใสสดชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นางยังรู้สึกว่าตนเองอยู่อย่างโดดเดียวคนเดียวในโลก
และความสูงอายทําให้ ตนเองดูไร้ค่าจนไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ
แต่ตอนนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งเดินมาเรียกว่า “ยาย” และขันอาสาช่วยเหลือนาง ทําให้หญิงชรารู้สึกชื่นใจมาก
“หลานชาย ช่วยพายายข้ามถนนลื่นนี่หน่อยเถอะนะ
บ้านยายอยู่ฝั่ง ตรงข้ามนี้เอง หลังร้านขายของนั่นล่ะ”
หญิงชราเสียงสั่นเพราะความหนาว
“มาเถอะยาย เดินช้าๆ นะ
ผมจะพายายไปส่งให้ถึงบ้านเลย”
แล้วมนตรีก็จับแขนหญิงชรามาโอบไว้รอบคอ
พร้อมกับค่อยๆ พยุงร่าง ของนางเดินข้ามถนนอย่างระมัดระวัง ตลอดทางที่เดินมาด้วยกันนั้น
หญิงชราได้พูดกับมนตรีด้วยความ รักใคร่ชื่นชม นางให้พรแก่เขาไม่หยุดปาก
และกล่าวชมเชยไปถึงพ่อแม่ที่ สั่งสอนลูกให้เป็นคนดี
จนกระทั่งมาถึงบ้านของหญิงชราแล้ว มนตรีจึงยกมือไหว้ และกล่าวคําอําลาแก่นาง
“ขอให้ผลบุญที่หลานชายทําในวันนี้
จงบันดาลให้หลานชายพบแต่ความ สุขความเจริญเถิด”
นางอวยพรให้มนตรีพร้อมกับหลั่งน้ําตาด้วยความปลาบปลื้ม
มนตรีนั้น
เมื่อได้ยินสิ่งที่หญิงชราพูดก็บังเกิดพลังแห่งความปีติขึ้น เขา
เดินเข้าโรงเรียนไปอย่างอิ่มเอมใจ และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า
ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้
รับหลังจากชนะการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ผ่านมานั้น เทียบไม่
ได้เลยกับความสุขความเปรมปรีดิ์ที่ได้รับจากการช่วยเหลือหญิงชราผู้อ่อนแอ
ในครั้งนี้กล่าวถึงในสนามแข่งขัน ตอนนี้มีผู้ชมเข้ามาจับจองที่นั่งเต็มทุกที่แล้ว
แต่ ทีมฟุตบอลของมนตรียังไม่พร้อม พวกเขาหน้าตาเคร่งเครียด เพราะ
กระวนกระวายใจที่หัวหน้าทีมยังมาไม่ถึงสนามแข่งทั้งๆ ที่ใกล้ถึงเวลาแข่งเต็มที่แล้วแต่แล้วใครคนใดคนหนึ่งในนั้นก็มองเห็นมนตรีเดินมาแต่ไกล
และตะโกนบอกให้เพื่อนๆ หันไปมอง เมื่อเห็นมนตรี ทุกคนก็ตรงเข้าไปห้อมล้อม
และต่อว่าเขาอย่างเผ็ดร้อนในเรื่องที่ไม่รักษาเวลา
“ถ้าเพื่อนจะโกรธเรานั้นก็เห็นจะสมควรอยู่
แต่ขอให้ใจเย็นๆ แล้วฟัง เหตุผลของเราเสียก่อน”
แล้วมนตรีก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง
หลายคนเมื่อได้ฟังแล้วก็เข้าใจมนตรีมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่ยอมเข้าใจ
อะไรเลย เพราะคิดถึงแต่ผลการแข่งขันเป็นสําคัญ
“แค่คนแก่คนเดียว
นายจะไปลําบากลําบนช่วยแกทําไม เดี๋ยวพอฝน หยุดตก ถนนแห้ง
แกก็ข้ามกลับไปได้เองน่ะแหละ นายก็น่าจะรู้นะ ว่าถ้านาย มาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น...
ทีมของเราอาจจะแพ้ก็ได้” ลูกทีมคนหนึ่งยังคงต่อว่ามนตรีไม่เลิก
“เพื่อนเราไม่ได้ช่วยยายคนนั้นเพียงเพราะความแก่ของแก
และเกรงว่าแกจะข้ามถนนไม่ได้เพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกต้องเป็นแม่ของใครสักคน” มนตรีกล่าวอย่างจริงจัง
“แม่ใครก็ช่างเขาสิ ถ้าไม่ใช่แม่ของนายแล้วนายจะสนไปทําไม
มัน เรื่องอะไรกันที่นายจะต้องไปช่วยแม่ของคนอื่นด้วย” เพื่อนคนนั้นยังคงว่าต่อ
ด้วยความเขลา ซึ่งมนตรีก็รู้ดี เขาจึงค่อยๆ อธิบายด้วยน้ําเสียงที่อ่อนลง ทว่าแฝงไปด้วยความจริงจัง
“เราช่วยแก เพราะคิดว่าแกคงเป็นแม่ของใครสักคน
และเราก็หวังว่า สัก วันหนึ่ง เมื่อแม่ของเราแก่ตัวลงมากๆ
และเราไม่ได้คอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆ ในตอนนั้นคงมีใครสักคนเข้ามาช่วยเหลือแม่ของเราเหมือนกับที่เราได้ทําให้ยายคนนั้นในวันนี้”
เมื่อได้ฟังคําตอบของมนตรี
ทุกคนก็รู้สึกประทับใจในคําตอบของเขามาก จึงไม่มีใครสงสัยในเหตุผลของมนตรีอีก
ลูกทีมที่พูดต่อว่ามนตรีเมื่อครูก็รู้สึก ละอายใจตนเองมาก เขากล่าวแก่มนตรีว่า
“นายคงภาคภูมิใจในแม่ของนายมาก
และมีแม่อยู่ในใจเสมอเลยใช่ไหม ถึงได้ทําสิ่งเหล่านี้โดยคิดไปถึงแม่ของนายด้วย”
“แน่ล่ะเพื่อน” มนตรีตอบ
“คนที่ไม่มีแม่ของตนอยู่ในหัวใจเพื่อการระลึกถึงและไม่ภาคภูมิใจในแม่ของตนนั้น
เป็นคนที่หาดีอันใดไม่ได้เลย นอกจากนั้นชีวิตของเขาก็จะเต็มไปด้วยความหมองเศร้า
และไม่มีวันได้พบกับความสุขความเจริญหรอก”
เ ธ อทั้ ง ห ล า ย . . .
มนตรีนั้นเป็นเด็กที่มีความเมตตากรุณานัก
เขานึกถึงความทุกข์ของ ผู้อื่น และหาทางช่วยให้ความทุกข์นั้นมลายไป
เธอว่ามนตรีเป็นคนมีความ สุขไหม ประสบความสําเร็จหรือเปล่า ใช่แล้ว
มนตรีเป็นเช่นนั้น แม้ในเรื่อง นี้เขาจะยังเป็นเด็ก
แต่เราคงพอที่จะเห็นอนาคตของเขาแล้วล่ะว่า ในอนาคต เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและประสบความสําเร็จในชีวิตมากคนหนึ่ง
เพราะเขาเป็นผู้มีความเมตตากรุณา ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และที่สําคัญที่สุดคือ
เขามีแม่ของเขาประทับอยู่ในหัวใจเสมอ ขอให้เธอระลึกถึงแม่เหมือนดั่งมนตรี
ไม่ว่าเธอจะกระทําสิ่งใดอยู่ ที่ไหนก็ตาม...หากเธอมีปัญหาทุกข์ทนเศร้าหมองใจ
ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว
เธอไม่จําเป็นต้องเข้าวัด
ไม่จําเป็นต้องไปขอพรจากพระ ไม่จําเป็นต้อง ไขว่คว้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
มาเป็นที่พึ่งพิง แต่จงระลึกถึงแม่ของเธอก็พอ จําไว้เถิดว่า
ท่านคือความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้วในชีวิตของเธอ จําไว้เถิดว่า “แม่คือพระของเรา"

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น