มานพผู้ไม่เคยพบความสุข

เล่าเรื่องโดย / ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เรียบเรียง / สุพัตรา  แซ่ลิ่ม
นิทานสีขาว เรื่อง มานพผู้ไม่เคยพบความสุข

มานพเป็นชายหนุ่มที่รู้สึกว่าตนเองน่าจะเป็นคนที่ไร้ความสุขที่สุดในโลก เพราะเขาไม่ใช่คนร่ํารวย ไม่มีเงินทองมากมาย ไม่มีบ้านที่ใหญ่โตหรูหรา มานพ คิดว่าทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทําให้เขาไม่เคยรู้จักกับความสุขเลย
วันหนึ่งมีนักบุญท่านหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านที่มานพอาศัยอยู่ ชาวบ้านจึงพากันเชื้อเชิญให้นักบุญพักอยู่ในหมู่บ้านก่อนสักระยะ เพื่อสั่งสอน ธรรมะให้แก่ผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งนักบุญก็ตอบรับคําเชิญนั้นด้วยความยินดี โดย ปฏิเสธที่พักอันใหญ่โตและสะดวกสบายที่ชาวบ้านจัดให้ แต่ขอพํานักอยู่ใน ศาลาวัดประจําหมู่บ้านแทน
ฝ่ายมานพนั้นเมื่อทราบข่าวว่ามีนักบุญมาพํานักอยู่ในศาลาวัดก็รู้สึกดีใจ ยิ่งนัก เพราะคิดว่านักบุญต้องช่วยให้เขารู้จักกับความสุขได้เป็นแน่ จึงรีบออก จากบ้านไปหานักบุญที่วัดทันที
เมื่อมานพไปถึงนั้น นักบุญกําลังนั่งสมาธิอยู่เพียงผู้เดียวพอดี
“ท่านนักบุญ” มานพเอ่ยเรียกเบาๆ แต่เพียงแค่นั้นก็ทําให้นักบุญลืมตา ขึ้นมองเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
“ว่าอย่างไรเล่าเจ้าหนุ่ม มีเรื่องอันใดอยากให้ข้าช่วยอย่างนั้นหรือ” นักบุญ ถามด้วยน้ําเสียงอ่อนโยน
“โปรดช่วยกระผมด้วยเถิดท่านนักบุญ ทุกวันนี้กระผมรู้สึกทุกข์ทรมานเป็นกําลัง ด้วยว่าตั้งแต่เกิดมานั้น ยังมิเคยได้รู้จักกับความสุขอย่างใครเขาเลย มานพกล่าวอ้อนวอน
เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้นเล่า” นักบุญถามอีก
เพราะกระผมเป็นคนยากจน ไม่มีเงินทอง ไม่มีความพรั่งพร้อมในชีวิต ดังนั้นกระผมจึงไม่มีความสุข” มานพตอบด้วยน้ําเสียงเศร้าหมอง
เจ้าหนุ่มเอ๋ย” นักบุญกล่าว “ความสุขนั้นหาได้ไม่ยากดอก จงจําไว้เถิดว่า แม้เจ้าจะไม่มีสิ่งเหล่านั้น แต่หากเจ้ามีความพอใจในความเป็นอยู่ของตนเอง และพอใจในทุกสิ่งที่ตนเองมีแล้ว เจ้าก็จะพบกับความสุขสงบได้ ไม่เดือดเนื้อ ร้อนใจแต่อย่างใด”
แต่มานพไม่เชื่อ เขารู้สึกต่อต้านคําสอนของนักบุญอย่างรุนแรง และพูด ออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัวว่า
นี่คือคําสอนที่หาความจริงมิได้ ความพอใจในสิ่งที่มีไม่อาจทําให้เรามี ความสุขได้เท่ากับการมีทองคําเป็นจํานวนมาก”
นักบุญนิ่งมองมานพอย่างเนิ่นนาน ก่อนจะกล่าวแก่มานพต่อว่า
ถ้าเจ้าเชื่อมั่นเช่นนั้น ข้าก็จะมอบทองคําให้เจ้าตามต้องการ ด้วยการใช้ นิ้วนางวิเศษของข้า เปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้กลายเป็นทองคําตามที่เจ้าต้องการ แต่มี ข้อแม้ว่า สิ่งที่นํามาเปลี่ยนเป็นทองคํา จะต้องเป็นสิ่งของในครอบครองของเจ้า ตอนนี้เท่านั้น และเจ้าต้องขนสิ่งเหล่านั้นมาด้วยตนเอง”
เมื่อได้ฟังดังนั้น มานพก็รีบวิ่งกลับบ้านและขนเอาสิ่งของเท่าที่จะอน มากองไว้ตรงหน้านักบุญ นักบุญใช้นิ้วนางวิเศษจรดลงไปบนสิ่งของ ฉับพลันสิ่งของเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นทองคําไปหมดทุกชิ้นเห็นดังนั้นแล้ว มานพถึงกับกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เขารีบขน ของที่กลายเป็นทองคําทั้งหมดกลับบ้าน แล้วไปขนเอาสิ่งของที่เหลือมาให้ นักบุญเปลี่ยนเป็นทองคําอีกเรื่อยๆ
สามวันผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านของมานพกลายเป็นทองคําไปหมด แต่มานพก็ยังไม่พอใจ เขาคิดว่าเขายังมีทองคําไม่มากพอกับความต้องการ และ อยากได้มากกว่านั้นอีก ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นทองคํา ไปหมดแล้ว แต่ทันใดนั้นมานพก็คิดขึ้นมาได้ว่า ยังมีบ้านของเขาเหลืออยู่ อีกหนึ่งอย่าง ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคํา
เรายังมีบ้านของเรานี่ ใช่แล้วล่ะ เราจะให้นักบุญเปลี่ยนบ้านของเราให้ กลายเป็นทองคํา แล้วเราจะได้ร่ำรวยมหาศาล
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่มานพไม่สามารถขนบ้านของเขาไปหานักบุญได้ ด้วยตนเอง เขาจึงไปหานักบุญแล้วพูดว่า
กระผมอยากให้ท่านช่วยเปลี่ยนบ้านของกระผมให้กลายเป็นทองคํา แต่ กระผมคนเดียวไม่อาจขนบ้านทั้งหลังมาหาท่านได้ ดังนั้นขอได้โปรดเถิดท่าน นักบุญผู้วิเศษ ขอเชิญท่านไปที่บ้านของกระผมเพื่อใช้นิ้วนางที่วิเศษของท่าน แตะ บ้านของกระผมให้เปลี่ยนเป็นทองคําด้วยเถิด”
แต่นักบุญส่ายหน้า แล้วพูดว่า
แม้บ้านของเจ้าจะเปลี่ยนเป็นทองคําทั้งหลัง แต่เจ้าก็จะไม่มีวันได้พบ กับความสุขหรอก เพราะเจ้าไม่เคยพอใจในสิ่งที่เจ้ามี เมื่อได้แล้วก็อยากได้อีก เรื่อยๆ ทําให้เจ้ายิ่งทุกข์ทรมานเพราะความอยากได้ที่เพิ่มทวีนั้น” “แต่ถ้ากระผมมีบ้านทองคํา กระผมเชื่อว่ากระผมต้องมีความสุขมาก แน่ๆ” มานพว่า
ข้าจะไม่ไปที่บ้านของเจ้าหรอก” นักบุญยืนยัน
“ถ้าอย่างนั้น กระผมก็ต้องทําในสิ่งที่ไม่อยากทํา มานพดึงมีดที่พก ติดตัวมาออกจากฝัก “กระผมจะตัดนิ้ววิเศษของท่านเสียเดี๋ยวนี้”
นอกจากจะไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ แล้ว นักบุญยังยืนนิ้วนาง วิเศษของตนออกมาให้มานพอีกด้วย
ถ้าเจ้าคิดว่านี่คือความสุขของเจ้า ก็ตัดเอาไปได้เลย”
ตอนนี้มานพไม่คิดถึงความผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น ในหัวของเขามีแต่ ภาพฝันของชีวิตที่แสนฟุ้งเฟ้อในบ้านทองคํา ความโลภเข้าครอบงําสติของเขา ไปแล้วจนหมดสิ้น
 แล้วมานพก็จับนิ้วนางวิเศษของนักบุญ พร้อมกับเสื้อมีดขึ้นเพื่อจะตัด นิ้วนางนั้น มานพหาได้สมปรารถนาไม่ เขายังคงไม่รู้จักกับความสุขเหมือนเคย และ ไม่มีโอกาสได้หาความสบายจากความร่ํารวยนั้น ด้วยว่าทันทีที่มานพแตะนิ้ว ของนักบุญ ร่างของเขาก็กลายเป็นทองคําที่ไร้จิตวิญญาณไปในทันที
จากวันนั้น ก็ไม่เคยมีใครพบเห็นนักบุญท่านนั้นอีกเลย ส่วนทองคําของ มานพก็ถูกทางการส่งเจ้าหน้าที่มาเก็บเข้ากองคลังหลวง เพื่อนําไปใชค พัฒนาประเทศต่อไป

เ ธ อทั้ ง ห ล า ย . . .
หลายๆ ครั้ง เธอก็รู้สึกใช่ไหมว่า ตนเองนั้นไม่เคยมีอะไรมากพอ หรือ สิ่งที่มีก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เธอจึงพยายามดิ้นรนขวนขวายอยู่นั้นแล้ว แต่เคย สังเกตหรือไม่ ยิ่งเธอมี เธอก็ยิ่งไม่เคยพอ เธอว่า หากเธอมีสิ่งที่เธอต้องการ นั้นแล้ว เธอจะมีความสุข แต่เมื่อเธอได้สิ่งนั้นมา เธอกลับพบว่า เธอต้อง เหนื่อยมากขึ้นเพื่อรักษาสิ่งนั้นให้อยู่กับเธอนานที่สุด และตัวเธอก็ไม่อาจ หยุดไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่านั้นต่อไปได้
ความพยายามทําให้ตนเองไปสู่จุดที่ดีกว่านั้นเป็นเรื่องน่าสนับสนุน ทีเดียว แต่บางครั้งเธอต้องรู้จักพอ เมื่อถึงจุดที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวเธอแล้ว และต้องรู้จักค้นหาวิธีบริสุทธิ์เพื่อนําตนเองไปสู่ความสุขที่แท้จริง
ความโลภ ความโกรธ ความหลง มักก่อให้เกิดกิเลส และในท้าย ที่สุดแล้ว กิเลสจะเป็นสิ่งที่ทําให้ตัวของเธอไม่เหลือความสุข หรืออะไรๆ ใน ชีวิตอีกเลย



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

คนโลภกับคนขี้อิจฉา

เศรษฐีกับสีเขียว

คนขายสุนัข และ ลูกสุนัข 7 ตัว