ความกลัวของอภัย
เล่าเรื่องโดย / ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เรียบเรียง / สุพัตรา แซ่ลิ่ม
เรียบเรียง / สุพัตรา แซ่ลิ่ม
นิทานสีขาว เรื่อง “ความกลัวของอภัย”
อภัยอาศัยอยู่กับปู่ชราในกระต๊อบท้ายหมู่บ้าน
เขาเป็นเด็กชายที่มีความ กตัญญูกตเวทีมาก ทุกๆ
วันอภัยจะเข้าไปในตลาดเพื่อของานจากพ่อค้าและ แม่ค้าทํา แล้วนําเงินค่าจ้างที่ได้ไปซื้อข้าวมาให้ปู่กิน
พวกพ่อค้าแม่ค้าเห็นว่า อภัยเป็นเด็กดีจึงมักหางานให้ทําอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม
แม้จะเป็นเด็กดีจนชาวบ้านพากันเอ็นดู แต่อภัยก็เป็นเด็ก ที่ขี้กลัวมาก
เขาจะรีบทํางานที่ตลาดให้เสร็จโดยเร็วแล้วกลับมาถึงบ้านก่อน พระอาทิตย์ตกดิน จากนั้นก็จะไม่ยอมออกจากบ้านอีกเลยเพราะหวาดกลัว
ความมืดในยามค่ําคืน
“เจ้าเป็นลูกผู้ชายนะ อภัย
ไม่มีลูกผู้ชายคนไหนหรอกที่หวาดกลัว ความมืด”
ปู่ของอภัยพูดเรื่องความกลัวของหลานชายขึ้นในวันหนึ่ง
“แต่ความมืดนั่นน่ะทําให้เรามองอะไรไม่เห็นเลยนะ” อภัยบอก
“อภัยเอ๊ย...ตอนค่ํากับตอนกลางวันแท้จริงแล้วก็ใช่ว่าจะต่างกันนักหรอก
เพียงแต่ในเวลาค่ําไม่มีแสงสว่างให้เจ้ามองเห็นดังเช่นตอนกลางวัน แต่ทุกสิ่ง
ทุกอย่างก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ” ปู่ของอภัยพยายามพูดให้หลานชายหาย
กลัวความมืด แต่ดูเหมือนจะไร้ผลเพราะอภัยตอบกลับมาว่า
“ก็หลานกลัวนี้” ปู่ของอภัยจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
วันหนึ่งในฤดูหนาว
ปู่ของอภัยป่วยหนักด้วยโรคทางเดินหายใจและ ปวดข้อกระดูก
อภัยไม่ได้นอนเลยทั้งคืนเพราะต้องคอยปรนนิบัติบีบนวด ตลอดเวลา
แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหน่ายแต่อย่างใด อภัยเต็มใจที่จะทํา เขา
สงสารปู่มากเวลาที่เห็นปู่ต้องทนทรมานด้วยโรคปวดข้อ ถ้าเรามีเงินมากๆ ก็ดีสิ
เราจะได้เอาเงินไปซื้อเสื้อหนาวหนาๆ ดีๆ มาให้ ปู่ใส่
แล้วก็จะได้พาไปหาหมอกระดูกมือหนึ่งที่หมู่บ้านใกล้เคียงด้วย อภัยได้แต่นั่งคิดอย่างเคร่งเครียด
เขาไม่รู้ว่าจะหาเงินจํานวนนั้นมาจาก ไหน หมู่บ้านของอภัยไม่ได้ทอผ้าเอง
เสื้อหนาวเนื้อดีหนาๆ ต้องสั่งมาจาก หมู่บ้านอื่นที่ไกลออกไป ราคาจึงแพงมาก
ค่ารักษาพยาบาลก็เหมือนกัน คงต้อง ใช้เงินไม่ใช่น้อย
กว่าจะทําให้หายดีและแข็งแรงขึ้น
แม้ขณะกําลังทํางานอยู่ในตลาด
อภัยก็ยังคงเฝ้าคิดวนเวียนถึงเรื่องนี้ อย่างเคร่งเครียด
จนกระทั่งสังเกตเห็นว่ามีใครคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า อภัยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง
เห็นเป็นชายชราหนวดยาวเฟื้อย แต่ท่าทาง ใจดี แต่งกายด้วยชุดขาวทั้งชุด
กําลังจ้องมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ อภัยจึง ถามชายชราชุดขาวอย่างเก้อๆ ว่า
“ตามีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”
“ก็พอมีอยู่บ้างหรอก”
ชายชราชุดขาวตอบเย้าอย่างอารมณ์ดี “ได้ยินมา ว่าเจ้าอยากได้เงินมากๆ
เพื่อเอาไปซื้อเสื้อหนาวเนื้อหนา และพาปู่ของเจ้าไปหา หมอมือหนึ่งอย่างนั้นเรอะ”
“เอ้อ...ครับ”
อภัยตอบด้วยความรู้สึกระแวงแคลงใจ เขาไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับความคิดนี้
และที่สําคัญคือ อภัยจําไม่ได้เลยว่ามีคนแก่หน้าตาแบบนี้ อยู่ในหมู่บ้านของเขาด้วย
“อย่าคิดอะไรมากเลยนะ เห็นว่าเจ้าเป็นเด็กดี
ข้าก็เลยแค่อยากจะช่วย” ชายชราชุดขาวออกตัวเสมือนล่วงรู้ความคิดของเด็กชาย จนทําให้เด็กชาย
สะดุ้งเฮือก
“ข้ามีงานให้เจ้าทํา ถ้าทําสําเร็จ
เจ้าจะได้ทรัพย์สมบัติก้อนใหญ่เอาไป รักษาปู่ของเจ้า”
“งานอะไรครับตา” อภัยรีบถาม
เขาดีใจมากจนทิ้งความหวาดระแวงใน ตัวชายชราชุดขาวไปชั่วขณะ
“งานง่ายๆ
แต่ไม่รู้จะยากเกินไปสําหรับเจ้าไหมนะ” ชายชราชุดขาวพูด หยั่งเชิง
“ไม่ครับตา งานอะไรก็ได้ ผมทําได้ทั้งหมดเลย”
อภัยรีบตอบ
“อย่างนั้นก็ดีแล้ว แบมือเจ้ามาสิ” ชายชราชุดขาวว่าแล้วหยิบของสิ่ง หนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตนเอง
พร้อมกับยื่นส่งให้อภัย อภัยแบมือรับ และเมื่อมองลงไปก็เห็นเพียงเมล็ดพืชแข็งๆ
ดําๆ สองสามเมล็ดในฝ่ามือเท่านั้น
“งานของเจ้าก็คือ นําเมล็ดพืชที่ข้าให้ไปปลูก ”
“แค่นั่นเอง!” อภัยร้อง
“ผมปลูกพืชได้งดงามมากเชียวครับ เมล็ดพันธุ์ ของตาก็เหมือนกัน
ผมจะปลูกและดูแลมันอย่างดีเลยทีเดียว”
“ช่ายๆ” ชายชราชุดขาวทําเสียงล้อๆ
“ข้ารู้อยู่ว่าเจ้ามีดีด้านการเพาะ เมล็ดพืช
แต่เมล็ดพืชของข้านั้นไม่เหมือนเมล็ดพืชอื่นๆ หรอกนะ มันจะออกดอกแค่ครั้งเดียวแล้วจะไม่มีดอกอีกต่อไป
เพราะฉะนั้นต้องดูแลมันดีๆ ทําตามที่ข้าบอกอย่างเคร่งครัด คือ
เมล็ดพืชของข้าจะขึ้นได้ดีหากได้หว่านลง
ในดินตรงป่าช้าท้ายวัดในยามค่ําคืนที่มืดสนิท และจะเติบโตอย่างรวดเร็วหาก
ได้รับการรดน้ําพรวนดินในเวลามืดเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเจ้าไปดูแลมันในเวลา กลางวัน
มันก็จะเหี่ยวแห้งตายในทันที ”
“ว่าอะไรนะครับ!
มีต้นไม้ประหลาดอย่างนั้นด้วยหรือ” อภัยอุทานอย่างพิศวง
“ยังมีอะไรๆ
ในโลกนี้อีกมากมายที่อยู่เหนือเส้นบรรทัดของคําว่า “เหตุผล
และต้นไม้ของข้าก็เช่นกัน งานของเจ้าคือนําเมล็ดไปปลูกและดูแลมันให้เจริญ
งอกงามตามเที่ข้าบอก หลังจากนั้นเมื่อยังนออกดอกแล้ว จงเก็บดอกของมันมาให้ข้า
แล้วข้าจะจ่ายค่าจ้างให้เจ้ามากเท่าที่เจ้าต้องการเลยทีเดียว ว่าอย่างไร เจ้า
ทําได้หรือไม่”
“ได้ครับตา ผมทําได้” อภัยรีบตอบเพราะอยากได้เงินไปรักษาปู่มากจน ลืมไปว่าตนเองเป็นคนกลัวความมืด
เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน
อภัยจึงออกเดินไปยังป่าช้าท้ายวัดทันที แต่เมื่อ
เดินมาได้สักพักและเห็นว่าทางข้างหน้ามืดทึบมากขึ้น อภัยก็เริ่มหวาดกลัว
อย่างหนักจนเป็ดเหลือพุดขึ้นเต็งหน้าและรวมตัวกันไหลย้อยลงมาเป็นสาย
เหมือนใครเอาน้ํามารดบนศีรษะอย่างไรอย่างนั้น ส่วนขาก็ก้าวไม่ค่อยจะออก
อภัยรู้สึกว่าแต่ละย่างก้าวของตนเองนั้น มีน้ำหนักมากเสมือนมีใครเอาก้อนเหล็กขนาดใหญ่มาถ่วงรั้งเอาไว้
อภัยนึกอยากหันหลังวิ่งกลับบ้านอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะมีเสียงอันเจ็บปวดทรมานของปู่เข้ามาทําให้จิตใจกล้าหาญขึ้น
จนกระทั่งอภัยเดิน ไปถึงป่าช้าท้ายวัดจนได้ และเมื่อรู้อย่างนั้น
อภัยก็รีบขุดดินเพาะเมล็ดพันธุ์สีดําของชายชราอย่างรวดเร็ว
จากนั้นจึงวิ่งกลับบ้านโดยไม่ยอมหันไปมองข้างหลัง อีกเลย คืนวันที่หนึ่งผ่านไป
ย่างเข้าคืนวันที่สอง อภัยมาพร้อมกับฝักบัวรดน้ํา และส้อมพรวนดิน
อาการหวาดกลัวทุกอย่างยังคงปรากฏเช่นเดิม และอภัยก็ เร่งทํางานให้เสร็จดังเดิม
จากนั้นจึงวิ่งกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิตเพราะคิดว่ามี ใครบางคนวิ่งตามมา ทั้งๆ
ที่จริงๆ แล้วไม่มีสิ่งใดอยู่ด้านหลังเขาเลย
เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่จนกระทั่งย่างเข้าคืนที่หก
อภัยเริ่มเคยชินกับ ความมืดและรู้สึกว่าความมืดไม่น่าหวาดหวั่นอย่างที่คิด
เขาไม่ได้ทิ้งความกลัว ไปทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้มีมากเท่าแต่ก่อน
ดังนั้นในวันที่หกนี้ อภัยจึงไปดูแล ต้นไม้ของชายชราชุดขาวได้อย่างไม่ทุลักทุเลนัก
ปรากฏว่าคืนนี้ต้นไม้มีบางอย่างแปลกไปจากที่เคย
อภัยมองเห็น ประกายวิบๆ วับๆ เล็ดลอดออกมาจากดอกไม้ที่กําลังตูม แสงนั้นสวยงาม
ราวกับแสงอัญมณีล้ําค่า อภัยรู้สึกตื่นเต้นเป็นกําลัง เขาไม่เคยพบเจอต้นไม้
ชนิดนี้มาก่อน และคิดว่าคืนพรุ่งนี้ดอกไม้ทุกดอกที่กําลังตูมอยู่ คงคลีกลีบบาน
ออกอย่างงดงาม อภัยอยากรู้เสียจริงว่าดอกไม้เหล่านี้จะมีลักษณะเช่นใด
ดังนั้นในคืนวันที่เจ็ด
อภัยก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวที่จะไปหาต้นไม้ในความมืด อีก
เพราะความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็กของเขาทําให้อภัยหมดความกลัว และ
รอคอยเวลาพลบค่ําเพื่อไปหาต้นไม้อย่างใจจดใจจ่อแล้วคืนนั้นอภัยก็ได้เห็นในสิ่งที่เกินกว่าจะเชื่อได้
ต้นไม้ของชายชราย ขาวไม่ได้ออกดอกเหมือนต้นไม้ธรรมดาทั่วๆ ไป
เพราะสิ่งที่อภัยเห็นคือ เพชรนิลจินดาจํานวนมากที่อยู่ด้านใน ตรงส่วนเกสรของดอกไม้
เด็กชายลืมตัว มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่
จนเมื่อสติเริ่มกลับคืนมา เขาก็ รีบเก็บดอกเพชรนิลจินดาทั้งหมดใส่ถุงที่เตรียมมาด้วย
เพื่อนําไปให้ชายชรา ชุดขาวตามที่ได้สั่งไว้
เมื่ออภัยกลับมาถึงบ้าน
เขาก็พบชายชราชุดขาวกําลังนั่งอยู่บนแคร่ไม้ หน้าบ้าน
อภัยจึงรีบวิ่งเข้าไปหาหน้าตาตื่นพร้อมกับละล่ําละลักบอกถึงสิ่งที่ตน
พบเห็นแก่ชายชราชุดขาวว่า
“รู้ไหมตา ต้นไม้ของตานะเป็นต้นไม้วิเศษนะ มันออกดอกเป็นของมีค่า
ล่ะ ดูนี่สิ ผมเก็บมันมาให้ตาแล้ว”
ชายชราชุดขาวรับถุงจากมืออภัยมาเปิดดูแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
พร้อม กับพูดว่า
“นั่นปะไร ผลดีของความกล้า เมื่อเจ้ากล้า
เจ้าก็จะได้พบกับสิ่งที่เจ้า ต้องการ
ต้นไม้ของข้ามิได้ต้องการน้ําหรือการพรวนดินเพื่อให้ออกดอกหรอก
แต่มันจะดูดซับพลังแห่งความกล้าจากคนที่ปลูกมัน แล้วแปรเปลี่ยนไปเป็น
พลังหล่อเลี้ยงชีวิตและบํารุงดอกให้เจริญงอกงาม ดังนั้น หากเจ้ามีความกล้า
มากขึ้นเท่าไร ต้นไม้ก็จะเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในคืนหลังๆ ซึ่ง
เจ้าแทบไม่เหลือความกลัวใดๆ ในจิตใจอีกแล้ว ดอกของมันถึงได้ออกมางดงามถึงเพียงนี้”พูดจบชายชราชุดขาวก็ส่งถุงเพชรนิลจินดาคืนอภัยแล้วกล่าวว่า
“นี่คือผลจากความกล้าหาญของเจ้า
ดังนั้นเจ้าจึงเป็นเจ้าของมันโดย สมบูรณ์ จงเอามันไปใช้ให้เกิดประโยชน์เถิด”
ทันใดนั้นเอง ร่างของชายชราก็หายวับไป ด้วยเหตุนี้
อภัยจึงมีเงินเพียงพอที่จะไปซื้อเสื้อหนาวเนื้อดีมาให้ปูใส่ คลายหนาว
และพาไปรักษาตัวกับหมอกระดูกมือหนึ่งในหมู่บ้านใกล้เคียงได้
อีกทั้งยังใช้เงินที่เหลือลงทุนซื้อลูกไก่กับลูกหมูมาเลี้ยงอีกด้วย
เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ ปูฟัง ปูก็บอกกับอภัยว่า
“เพราะว่าเจ้าเป็นเด็กที่มีจิตใจดีอยู่แล้ว
เทวดาจึงอยากช่วยให้เจ้ามี ความกล้าเพิ่มขึ้นมาอีกสักหน่อย
เจ้าจะได้ใช้ความกล้าของเจ้าช่วยเหลือผู้อื่น ได้ในอนาคต”
แล้วอภัยเด็กขี้กลัว
ก็เติบใหญ่เป็นอภัยคนกล้าที่ใครๆ ต่างก็รู้จักเป็นอย่างดี
เ ธ อ ทั้ ง ห ล า ย . . .
จงละทิ้งความกลัวและหมั่นเติมความกล้าหาญให้กับตนเองอยู่เสมอ
ขอให้เธอเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เข้ามาบั่นทอนความสุขในชีวิตของเธออย่างมุ่งมั่น
แล้วความหาญกล้านั้น จะนําเธอไปพบกับสิ่งดีๆ ที่เธอไขว่คว้าหามาตลอดชีวิต

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น