การเดินทางของชายสามคน
เล่าเรื่องโดย / ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เรียบเรียง / สุพัตรา แซ่ลิ่ม
นิทานสีขาว เรื่อง “การเดินทางของชายสามคน”
ชายสามคนเป็นเพื่อนรักกัน อยู่มาวันหนี่งซึ่งเป็นหน้าแล้ง
ชายทั้งสามคนได้นั่งคุยกันถึงเรื่อวปากท้อง
ทั้งสามต่างพากันเห็นว่าหมู่บ้านที่พวกตนอาศัยอยู่ค่อนข้างแห้งแล้งกันดาร
หาอาหารได้ไม่ใคร่จะพอยังชีพ และดูเหมือนว่าความแห้งแล้งกันดารนี้จะเพิ่มมากขึ้นทุกที
ชายคนที่หนึ่งนั่งพ้อกับเพื่อนทั้งสองว่า “พรุ่งนี้เราจะเอาอะไรกินกันดี เพื่อน”
ชายคนที่สองตอบอย่างซังกะตายว่า “ข้าสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้า ขอให้พระองค์ส่งปลามาให้เราสักตัวเถิด”
ชายคนที่หนึ่งถามกลับว่า “ถ้าพระเจ้าไม่ส่งปลามาให้ มีหวังเราคงอดตาย”
ชายคนที่สองตอบกลับทันทีว่า “พระองค์ต้องส่งปลามาให้สิ ก็กันอ้อนวอนขอพระองค์ทุกคืน”
ชายคนที่สามซึ่งนั่งฟังบทสนทนาของเพื่อนทั้งสองคนอยู่นานแล้วพูดขึ้นมาบ้างว่า
“ข้าว่า...ขืนเรายังทนทู่ซี้อยู่ที่นี่ต่อไป มีหวังได้อดตายกันสักวันแน่ๆ”
“แล้วจะให้ทำไงเล่า
ก็ที่นี่มันแห้งแล้งนายก็รู้” ชายคนที่หนึ่งถามพลางอ้าปากหาว
“ข้าเคยได้ข่าวมาจากพ่อค้าผ้า
เรื่องเมืองที่อยู่หลังเขาด้านตะวันออกโน้น พ่อค้าผ้าบอกว่า
เมืองนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ข้าวปลาอาหารหาง่าย การค้าก็รุ่งเรืองมาก กันว่าเราย้ายไปอยู่ที่นั่นกันเถอะเพื่อน”
ชายคนที่สามว่า
“แต่ทางนั้นเสือดุมากนะ
ขืนไปทางนั้นคงมีหวังได้กลายเป็นอาหารของเสือร้ายดอก” ชายคนที่หนึ่งพูดอย่างตกใจ
“ไม่เป็นไรหรอก
ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนให้พระเจ้าช่วยปกป้องเอง ชายคนที่สองว่าพร้อมกับทำท่าสวดมนต์”
“เถอะนะเพื่อน
เราไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า อย่ามัวแต่นอนรอความตายอยู่ที่นี่เลย
ถ้าพวกเราไปถึงหมู่บ้านหลังเขานั่นโดยปลอดภัย
เราก็จะได้ปักหลักทำมาหากินอยู่ที่นั่น ไม่ต้องมานั่งอดอยากหิวโหยอยู่แบบนี้อีก”
ชายคนที่สามกล่าวอย่างมีเหตุผล
เมื่อเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะไปลองตั้งรกร้างอยู่ที่ใหม่
เพื่อนรักทั้งสามจึงเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น
แล้วมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านอันแสนทุรกันดารทันที การเดินทางข้ามเขาตะวันออกเพื่อไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นต้องใช้เวลาเดินทางถึง
3 วัน 3 คืน และตลอดทางก็เป็นป่ารกทึบทั้งหมด ดังนั้น
ทั้งสามคนจึงต้องคอยระแวดระวังภัยจากสัตว์ร้ายต่างๆอยู่ตลอดเวลา กระทั่งในวันที่สามเมื่อเวลาโพล้เพล้
สามสหายก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านซึ่งยังคงเป็นป่าทึบอยู่ แต่ก็ทำให้ทั้งสามใจชื้นขึ้นมาได้
ด้วยรู้สึกว่ายิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านเท่าไรก็จะปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ชายคนที่หนึ่งเห็นอะไรบางอย่างไหวๆอยู่ในพุ่มไม้ด้านหลัง
เขาจึงเขม้นมอง แล้วจู่ๆก็ร้องดังลั่นด้วยความตกใจว่า
“เสือ! เสือตัวใหญ่มากเลยเพื่อน
เสือตัวใหญ่ขนาดนี้เราคงหนีไม่ทันมันแน่ เราทุกคนถูกมันจับกินหมดแน่....โฮ....โฮ!”
ชายคนที่หนึ่งร้องไห้อย่างสิ้นหวัง
“อย่ายอมแพ้สิเพื่อน ถึงเสือจะตัวใหญ๋แต่ถ้าเราหนีทัน
เราก็อาจจะรอดนะ” ชายคนที่สามร้องบอกเพื่อน แต่ชายคนที่หนึ่งนั้นดูเหมือนจะเชื่อมั่นเอาจริงๆแล้วว่าตนไม่มีทางรอด
ดังนั้นเขาจึงเอาแต่ยืนร้องไห้อย่างผวา เสือเห็นดังนั้นจึงจับชายคนที่หนึ่งกินเป็นอาหารก่อนใคร
เพราะจับได้ง่ายและไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใด ชายคนที่สามเห็นเพื่อนถูกกินเป็นอาหารก็ร้องบอกเพื่อนที่เหลืออีกคนว่า
“วิ่งมาทางนี้เร็วๆสิเพื่อน”
“วิ่งไปก็ไม่รอดหรอก ข้าจะสวดมนต์อ้อนวอนขอให้พระเจ้าช่วย
พระเจ้าผู้วิเศษจะต้องเห็นใจและมาช่วยคุ้มครองเรา” แล้วชายคนที่สองก็หลับตาแน่นิ่งพร้อมกับทำปากขมุบขมิบสวดมนต์ถึงพระเจ้า
“โธ่เพื่อนเอ๋ย! ถ้าตัวเราไม่มีความพยายามที่จะทําอะไรด้วยตนเอง
ก่อนแล้ว ไหนเลยพระเจ้าจะทรงมีเมตตามาช่วยเรา เราต้องช่วยตนเองให้ถึงที่
สุดก่อนสิเพื่อน ไม่ใช่รอคอยแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่นแบบนี้ ขึ้นรอไปก็
ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาจะหยิบยื่นมาให้เรา”
แต่ชายคนที่สองไม่รับฟังเพื่อน
เขาเอาแต่สวดมนต์ขอให้พระเจ้า เสือจึงตรงเข้าขาเขาเป็นเหยื่อรายที่สอง
เมื่อเสียเพื่อนรักทั้งสองคนไปแล้ว
ชายคนที่สามก็คิดว่าเขาจะไม่ยอมให้
ตนเองตกเป็นอาหารของเสือร้ายดังเพื่อนทั้งสองคนอย่างเด็ดขาด คิดได้ดังนั้น
เขาจึงรีบขึ้นต้นไม้ต้นที่สูงที่สุดอย่างรวดเร็ว
เสือเห็นดังนั้นก็เกรงว่าเหยื่อรายที่ สาวของตนจะหนีรอดไปได้ จึงกระโจนเข้ามากระแทกต้นไม้อย่างแรง
เพื่อให้ ชายคนที่สามที่กําลังปีนต้นไม้น้อย่างแข็งขันตกลงมาเป็นอาหารของตนให้ได้
ชายคนที่สามนั้นแท้จริงแล้วปีนต้นไม้ไม่เก่งแต่อย่างใด
และแรง กระแทกของเสือก็รุนแรงเหลือเกินจนทําให้เขาเกือบจะตกลงมาอยู่หลายครั้ง แต่
เพราะใจที่สู้ และคิดว่าตัวเองต้องรอดชีวิตให้ได้จึงแข็งใจกอดต้นไม้ไว้แน่น
ฝ่ายเสือเองก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
มันมีกําลังมากเพราะได้กินเนื้อมนุษย์ ไปแล้วถึงสองคน
และยังอยากได้อีกสักหนึ่งคนเป็นอาหารตบท้าย ดังนั้นมันจึง
กระแทกต้นไม้ม้ไม่ยอมหยุด และเมื่อเห็นว่าชายคนที่สามเริ่มสิ้นเรี่ยวแรง มันก็
ออกแรงกระแทกต้นไม้หนักขึ้น จนในที่สุดชายคนที่สามก็ร่วงหล่นลงมา
แต่ก่อนที่เสือจะตรงเข้าขย้ําร่างของชายคนที่สาม
ก็พลันเกิดเสียงหนึ่ง ดังสนั่นขึ้นมา
เสือตกใจคิดว่าเป็นเสียงปืนของนายพรานที่ออกล่าสัตว์อยู่ใน บริเวณนั้นเป็นประจํา
มันจึงรีบหนีเข้าไปในป่าทันที ชายคนที่สามเห็นดังนั้นจึง วีปเองหาต้นตอของเสียง
พบแต่เพียงลูกมะพร้าวขนาดใหญ่ตกอยู่ใกล้ๆ ตัว เขา
จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเสียงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงที่เกิดจากลูกมะพร้าวที่ตกลงมา
เพราะแรงกระแทกของเสือนั่นเอง ท้ายที่สุดแล้ว ชายคนที่สามก็รอดชีวิตจากเสือร้ายและเดินทางไปถึง
หมู่บ้านอย่างปลอดภัย หลังจากนั้น ชายผู้นี้ก็ได้เริ่มต้นทํามาหากินในหมู่บ้าน
แห่งนั้นอย่างขยันขันแข็ง จนสุดท้ายเขาก็มีฐานะร่ํารวยและสร้างครอบครัวที่
แสนสุขได้
เ ธ อ ทั้ ง ห ล า ย . . .
คนทุกคนเมื่อมีชีวิตแล้วก็ย่อมต้องมีปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นมาคู่กัน
เพื่อเป็นบททดสอบคุณภาพชีวิตของคนๆ นั้น จงอย่ายอมแพ้กับปัญหาที่
อย่างไรเธอก็ต้องเจอ แต่จงสู้และแก้ไขมันให้ได้ การแก้ปัญหานั้นขอให้ทําด้วยสติของตนเอง
นึกให้ดี วิเคราะห์ให้ได้ ว่าควรแก้ปัญหาเหล่านั้นเช่นไร ยิ่งไปกว่านั้น
ก่อนที่จะมองหาความช่วยเหลือ จากผู้ใดก็ตาม จงแก้ไขมันด้วยตัวของเธอเองให้ดีที่สุดเสียก่อน
หากเธอ ยังแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือผ่านอุปสรรคที่ขวางกั้นนั้นไม่ได้ จงถามตัวเองว่า
“ฉันได้พยายามจนถึงที่สุดแล้วจริงๆ หรือ” พระเจ้าทรงมีพระเมตตา
แต่พระองค์ก็ทรงเลือกผู้ที่สมควรแก่ความ ช่วยเหลือของพระองค์ด้วยเช่นกัน

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น