ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง

เล่าเรื่องโดย / ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เรียบเรียง / สุพัตรา  แซ่ลิ่ม
นิทานสีขาว เรื่อง ฟรานซิสผู้ไม่เคยแก่งแย่ง

นานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านลอแลง หมู่บ้านนี้มี ประชากรอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก และส่วนใหญ่มีอาชีพทําการเกษตร อยู่มาปีหนึ่ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจึงไม่อาจปลูกพืชผักได้ และพืชผักเดิมที่พอจะมีเหลือติดพื้นดินอยู่บ้างก็พากันเที่ยวแห้งเฉาตายไปตามๆ กัน ภัยแล้งดังกล่าวนี้ ทําให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักในหมู่บ้าน ผู้ที่ เดือดร้อนที่สุดเห็นจะเป็นคนยากจน และเด็กๆ ซึ่งพากันร้องไห้กระจองอแง เพราะความอดอยากหิวโหย จนดังระงมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ในขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้กําลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ก็มีเศรษฐีใจบุญ คนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหมู่บ้านนี้พอดี เศรษฐีคนนี้ เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กๆ ก็เกิดความเวทนาสงสาร เป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อสอบถามชาวบ้านจนได้ใจความแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เศรษฐีใจบุญจึงตัดสินใจแวะพักที่หมู่บ้านแห่งนี้ก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ เด็กๆ และชาวบ้านที่กําลังเดือดร้อน ดังนั้น เศรษฐีใจบุญจึงเข้าพบผู้นําหมู่บ้าน แล้วถามว่าตัวเขาเองพอจะ ช่วยอะไรคนในหมู่บ้านนี้ได้บ้าง
เป็นพระคุณอย่างล้นเหลือ ท่านเศรษฐี แต่หากท่านมีใจจะช่วย พวกเรา ก็ขอเพียงให้ท่านช่วยบรรเทาความอดอยากหิวโหยของเด็กๆ ก่อน ส่วนปัญหาอื่นนั้น ทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึงเราในไม่ช้า ผู้นําหมู่บ้านกล่าวแล เศรษฐีใจบุญอย่างซาบซึ้งใจ
“ถ้าอย่างนั้น วานท่านผู้นําจงช่วยป่าวประกาศแก่เด็กๆ ในหมู่บ้านแห่งนี้ ด้วยว่า ทุกๆ เช้า ขอให้เด็กยากจนทุกคนไปรอฉันอยู่หน้าประตูโบสถ์ แล้วฉันจะนําขนมปังมาแจกจ่ายแก่พวกเขาทุกวัน จนกว่าทางการจะส่งความช่วยเหลือมาถึง” เศรษฐีใจบุญกล่าว
เมื่อข่าวนี้ประกาศไปทั่วหมู่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ปรากฏว่ามีเด็กๆ มา รอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญเป็นจํานวนมาก และทันทีที่เด็กๆ เห็นถุง ใส่ขนมปัง พวกเขาก็กรูกันเข้ามาแย่งชิงขนมปังโดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆ แม้ เศรษฐีใจบุญจะบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ แต่เด็กๆ เหล่านี้อดอยากมานาน และ อยากได้ขนมปังมาประทั่งความหิวของตนโดยเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีใครฟังคํา ขอร้องของเศรษฐีใจบุญ เด็กบางคนแอบหยิบขนมปังไปมากกว่าหนึ่งชิ้น บางคน ผลักเพื่อนให้พ้นทางตน บางคนดึงทิ้งผมคนข้างหน้า และบางคนถึงกับชิง เอาขนมปังจากคนที่ได้ก่อนไปหน้าตาเฉย การแจกขนมปังเป็นไปด้วยความ วุ่นวายและไร้ระเบียบเป็นที่สุด แต่เศรษฐีใจบุญไม่ได้รู้สึกโกรธเด็กๆ เขาเข้าใจ ดีว่าความหิวทําให้เด็กทุกคนต้องเอาตัวรอด แล้วตอนนั้นเอง เศรษฐีใจบุญก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกําลัง ยืนมองเพื่อนๆ แย่งขนมปังอยู่นอกกลุ่ม และไม่ได้มีทีท่ากระวนกระวายอยาก ได้ขนมปังเหมือนคนอื่นๆ เศรษฐีใจบุญรู้สึกแปลกใจ จึงเดินไปหาเด็กหญิง แล้วถามว่า
“หนูไม่อยากกินขนมปังบ้างหรือ”
เด็กหญิงเงยหน้าอันซีดเซียวของเธอขึ้นมองเศรษฐีใจบุญ แล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบว่า
“หนูอยากรับประทานขนมปังค่ะ เพราะหนูหิวมากเหลือเกิน แต่หนูไม่ อยากเข้าไปแย่งชิงขนมปังกับคนอื่นๆ มันไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทําร้ายกัน เพียงเพราะขนมปังแค่ชิ้นเดียว แล้วเด็กเหล่านั้นก็เป็นเพื่อนเล่นของหนูทั้งนั้น เลยค่ะ”
เมื่อเด็กคนอื่นๆ ได้ขนมปังและถอยออกไปจนหมดแล้ว เด็กหญิงจึงค่อยเดินเข้าไปและหยิบขนมปังชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ออกมาจากก้นถุง
“หนูชื่ออะไรจ๊ะ แล้วเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน” เศรษฐีใจบุญถามด้วย ความรู้สึกสนใจในตัวเด็กหญิง
“หนูชื่อฟรานซิสค่ะ หนูอยู่กับแม่สองคนในบ้านเช่าใกล้ๆ กับโบสถ์นี่เอง แม่ของหนูเป็นคนรับจ้างทําความสะอาดบ้านค่ะ” เด็กหญิงตอบ พร้อมกันนั้น ก็ได้กล่าวคําขอบคุณแก่เศรษฐีใจบุญที่ให้ความเมตตาช่วยบรรเทาความหิวให้ แก่ตนและเพื่อนๆ จากนั้นเด็กหญิงก็กลับบ้านไป
วันรุ่งขึ้น เด็กๆ ก็มารอการแจกขนมปังจากเศรษฐีใจบุญหน้าประตูโบสถ์อีก เมื่อเศรษฐีมาถึง เด็กๆ ก็พากันกรูเข้าไปแย่งขนมปัง และทะเลาะต่อยตีกันเป็น ที่วุ่นวายอีกเช่นเคย เศรษฐีใจบุญมองหาฟราสซิส และพบว่าเธอยังยืนรอให้เพื่อนๆ หยิบขนมชิ้นโตๆ ไปก่อนเหมือนเดิม เศรษฐีใจบุญมองดูเธอเดินเข้าไปหยิบ ขนมชิ้นเล็กที่สุดออกมาเป็นคนสุดท้าย จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุยกับฟรานซิส
“วันนี้หนูก็ได้ขนมปังชิ้นเล็กที่สุดเหมือนเคยนะ..ดูดีๆ แล้ว ฉันว่า มันเล็กกว่าชิ้นเมื่อวานด้วยซ้ําไป แล้วอย่างนี้หนูจะกินพอหรือ” เศรษฐีใจบุญถาม
“เท่านี้ก็พอแล้วค่ะ ท่านเศรษฐี ขอบพระคุณท่านอีกครั้งที่กรุณาเมตตา พวกหนู วันนี้หนูมีความสุขมากที่ได้รับความเมตตาจากท่าน” ฟรานซิสกล่าว ขอบคุณแล้วเอาขนมปังกลับบ้าน โดยมีเศรษฐีมองตามไปด้วยความเอ็นดู
วันต่อมา เหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นไปดังเดิม เด็กๆ ยังคงแย่งขนมปังกัน ส่วนฟรานซิสก็ยืนรอขนมปังชิ้นเล็กที่สุดที่เหลือเป็นชิ้นสุดท้าย เด็กหญิงกล่าว ขอบคุณเศรษฐีใจบุญแล้วเอาขนมปังกลับบ้านเหมือนเช่นเคย
เหตุผลที่ฟรานซิสไม่เคยกินขนมปังทันทีที่ได้ และเอากลับมาที่บ้านก่อน ทุกครั้งนั้น เป็นเพราะเธอมีใจนึกถึงแม่ซึ่งต้องทํางานหนักและมีความหิวเช่น เดียวกับเธอ ดังนั้นฟรานซิสจึงไม่กินขนมปังที่ได้คนเดียว แต่เธอจะนํากลับมา ให้แม่กินก่อน และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน
เมื่อมาถึงบ้าน ฟรานซิสเข้าไปกราบแม่ และส่งขนมปังที่ได้รับมาให้แก่ แม่ของเธอ
“มากินขนมปังด้วยกันสิลูก” แม่ของฟราสซิสบอกลูกสาวเมื่อเห็นเธอไป นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงมุมห้อง
“แม่กินเถอะจ้ะ ลูกเบื่อขนมปังแล้ว และวันนี้ลูกก็ไม่หิวเลย” ฟรานซิส ตั้งใจปดแม่ เพราะเธอเห็นว่าขนมปังที่ได้รับในวันนี้มีขนาดเล็กมากเหลือเกิน หากแบ่งกันกิน ก็เกรงว่าแม่ของเธอจะไม่อิ่ม
“อย่าโกหกแม่เลยฟรานซิส ลูกไม่มีวันเบื่อขนมปังหรอก เพราะนี่คือสิ่งที่ลูกชอบมากที่สุด มาเถอะลูก มานั่งกินขนมปังชิ้นนี้ด้วยกัน” แม่ของฟรานซิส กล่าวแก่ลูกสาวอย่างรู้ทัน พร้อมกับบิขนมปังออกเป็นสองชิ้น แต่แล้วฟรานซิส กับแม่ก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีเหรียญทองคําเหรียญหนึ่งตกลงมาจาก ขนมปังชิ้นนั้น
“มีเหรียญทองคําอยู่ในขนมปังได้อย่างไรจ๊ะแม่” ฟรานซิสถามแม่ด้วยความตกใจ
“ท่านเศรษฐีคงเผลอทําตกลงไปในระหว่างที่กําลังดูเขาทําขนม ลูกจงเอาเหรียญทองคํานี้กลับไปคืนท่านเถิด” แม่ของฟราสซิสบอก ฟรานซิสจึงไปตามหาเศรษฐีใจบุญและคืนเหรียญทองคําให้แก่เขา
“แม่ของหนูบอกว่า มันอาจจะตกลงไประหว่างการทําขนมปังน่ะค่ะ” เธอกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์
“การกระทําของหนูทําให้ฉันประทับใจมาก เหรียญทองคํานี้ฉันตั้งใจใส่ ลงไปเอง เพื่อเป็นของขวัญที่หนูเป็นเด็กดี มีมารยาทและไม่แย่งขนมกับเพื่อน” เศรษฐีกล่าวพร้อมกับยื่นเหรียญทองคําอีกมากมายให้แก่ฟรานซิส และกล่าวต่อว่า
“นําเหรียญทองคําเหล่านี้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของหนูและละจงรักษาความดีเหล่านี้ให้อยู่กับตัวหนูตลอดไป ฉันเชื่อว่าด้วย ความดีทั้งหมดของหนู จะทําให้หนูเติบโตเป็นคนที่มีความสุขและประสบความสําเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน”

เ ธ อ ทั้ ง ห ล า ย . . .
มีตัวอย่างให้เห็นกันมามากแล้วว่า การไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อ ตนเองด้วยการแก่งแย่งทําร้ายกันนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใดๆ เลย เธอ อยากได้สิ่งเหล่านั้น ถึงขนาดยอมทําร้ายหัวใจตนเอง และเข่นฆ่าความสุข ของผู้อื่นเลยหรือถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เธอได้มาจะมีความหมายอะไร คนที่ได้อะไรมาด้วยการแย่งชิงนั้น แม้จะได้รับชัยชนะจากการเป็น ผู้ครอบครอง แต่เขาจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นไปนานนักหรอก ในไม่ช้าเขาก็ จะต้องเริ่มไขว่คว้าหาสิ่งอื่นที่คิดว่ามีค่ายิ่งกว่าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วย สําคัญผิดไปว่าจะสามารถถมความต้องการที่ไม่มีวันเติมให้เต็มของตนเองได้ ผิดกับคนที่รู้จักการรอคอย และทําใจให้รู้จักพอกับสิ่งที่ได้มา แม้จะ ไม่เคยแก่งแย่งแข่งขันกับใคร แต่การรอคอยอย่างมีสติจักนําพาสิ่งที่ต้องการ มาอยู่ในครอบครองของเขาในที่สุด แม้สิ่งที่ได้มาอาจจะดูน้อยค่าเหลือเกิน ในความคิดของผู้อื่น แต่การรอคอยจะสอนให้เขารู้คุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และ ความรู้จักพอก็จะสอนให้เขาตระหนักว่าสิ่งที่ได้รับมาเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสําหรับ เขาเสมอ ด้วยผู้ที่รู้จักทั้งการรอคอยและรู้จักพอกับสิ่งที่ตนได้มานั้น ย่อม เห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนมี และไม่ปรารถนาที่จะไขว่คว้าหาสิ่งเกินจําเป็น อื่นใดเพื่อมาเติมเต็มความต้องการของตนเองอีกต่อไป



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

คนโลภกับคนขี้อิจฉา

เศรษฐีกับสีเขียว

คนขายสุนัข และ ลูกสุนัข 7 ตัว