คุณค่าของกล้วยหอม
เล่าเรื่องโดย / ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
เรียบเรียง / สุพัตรา แซ่ลิ่ม
นิทานสีขาว เรื่อง “คุณค่าของกล้วยหอม”
บ้านน้อยในป่าใหญ่หลังหนึ่ง
มีพ่อกับลูกชายวัยเก้าขวบที่เป็นใบ้ด้วยกัน พ่อคนนี้เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนามาก
ทุกๆ เช้าและก่อนนอน
เป็นพ่อจะนั่งอยู่หน้าพระพุทธรูปขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพร
สวดมนต์ด้วยเสียงอันดังเป็นเวลานาน ด้วยความที่เคร่งครัดในศาสนา ผู้เป็น พ่อจึงอยากให้ลูกชายมีการปฏิบัติเช่นเดียวกับตน
แต่เนื่องจากลูกชายของเขา เป็นใบ้ไม่สามารถออกเสียงสวดมนต์ได้
เขาจึงจําเป็นต้องปล่อยเลยตามเลย และ รู้สึกไม่สมหวังดั่งใจในตัวลูกชายอยู่ลึกๆ
ด้วยเกรงว่าเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ลูกชายจะเป็นคนไม่ยึดมั่นในศาสนา จนประพฤติตนเป็นคนไม่ดีและสร้าง
ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น วันหนึ่ง หลังจากสวดมนต์ตอนเช้าเสร็จแล้ว
ผู้เป็นพ่อได้เรียกลูกชายให้ เข้ามาหาในห้องพระ แล้วยื่นเงินจํานวนหนึ่งให้
พร้อมกับบอกว่า “นี่ลูกเอ๋ย
เจ้าจงนําเงินนี้ไปเลือกซื้อกล้วยหอมที่งามที่สุดมาให้พ่อสักหวี หนึ่งนะ
พ่อจะนํามาทําพิธีบูชาพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเรา... จําไว้นะลูก
ต้องเลือกเอาหวีที่ดีที่สุดเท่านั้น และเจ้าต้องกลับมาให้ทันก่อนเวลาพระอาทิตย์
อยู่ตรงหัวด้วยล่ะ” ผู้เป็นพ่อกําชับ ซึ่งลูกชายก็พยักหน้ารับคําเป็นอย่างดีแล้วออกจากบ้านไปเวลาผ่านไปกระทั่งบ่ายคล้อยแล้วลูกชายก็ยังไม่กลับมาผู้เป็นพ่อโมโหลูกชายเป็นอย่างมากที่กล้าขัดคําสั่ง
เถลไถลไม่ยอมกลับบ้าน จนไม่ได้ทําพิธีบูชาพระพุทธเจ้าดังที่ตั้งใจไว้
เขาเดินไปหยิบไม้เรียวและยืนจังก้ารอลูกอยู่ตรงประตูบ้าน หลังจากนั้นไม่นานลูกชายก็กลับมาถึงบ้าน
และทันทีที่ได้เห็นหน้าล ผู้เป็นพ่อก็ตะคอกถามว่า
“มัวไปเที่ยวเล่นที่ไหนจึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้
รู้ไหม...เพราะเจ้ามาช้า พ่อจึงต้องพลาดพิธีบูชาพระพุทธเจ้าในวันนี้ไป”
และเมื่อมองไม่เห็นกล้วยหอมในมือผู้เป็นลูก
เขาก็รู้สึกโมโหมากขึ้นอีก
“ที่พ่อให้เงินเจ้าไปซื้อกล้วยหอม
เจ้าก็ไม่ได้ทําอย่างนั้นเรอะ อย่างนั้นก็ จงเอาเงินของพ่อคืนมาเสียเดี๋ยวนี้”
แต่ลูกชายไม่มีเงินคืนให้แก่พ่อของเขา
เขาส่ายหน้าและทําไม้ทํามือเพื่อ จะสื่อสารอะไรบางอย่าง
ฝ่ายพ่อนั้น
แค่ได้รู้ว่าลูกไม่ได้ซื้อกล้วยหอมและไม่มีเงินกลับมาคืนก็ โกรธจนขาดสติ ด้วยคิดว่าลูกคงเอาเงินไปซื้อขนมจนหมดสิ้น
เขาจึงเสื้อ ไม้เรียวและกระหน่ําฟาดไปที่น่องของลูกอย่างแรง
เด็กชายได้รับความเจ็บปวด มาก แต่เขาพูดไม่ได้
จึงได้แต่ส่งเสียงร้องครางขอความเห็นใจจากผู้เป็นพ่อ ซึ่ง
ขณะนี้ไม่มีแก่ใจรับฟังเสียงเว้าวอนใดๆ จากลูกชายทั้งสิ้น
“เพราะเจ้าไม่สวดมนต์ เจ้าจึงกลายเป็นคนเลว
ลูกไม่รักดีเช่นเจ้า สู้ไม่มี เสียเลยจะดีกว่า” ผู้เป็นพ่อว่าพร้อมกับลงไม้เรียวบนน่องของบุตรชายต่อไป
อย่างไม่ยั้ง
ขณะนั้นเองมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ชายผู้เป็นพ่อจึงหยุดเฆี่ยนตีลูกชาย แล้วเปิดประตูออกไปดู พบหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่
แขนข้างหนึ่งของนาง อุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเอาไว้
ส่วนแขนอีกข้างก็คล้องตะกร้าใบใหญ่ที่มีผ้าคลุมปิด ของที่อยู่ภายใน
“นางมาเยือนบ้านข้าด้วยเหตุอันใดหรือ”
ชายผู้เป็นพ่อถามอย่างแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยรู้จักหญิงคนนี้และลูกสาวของเธอมาก่อน
“ข้าและลูกสาวนําของกํานัลมามอบให้แก่ครอบครัวท่าน”
หญิงผู้นี้กล่าว ตอบอย่างมีไมตรี
“อย่างนั้นคงจะผิดบ้านแล้ว
เพราะข้าไม่เคยรู้จักนางหรือลูกของนางมาก่อน” ชายผู้เป็นพ่อปฏิเสธ
“หากท่านเป็นบิดาของบุตรชายใบผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา
ก็เห็นจะไม่ ผิดหรอก” นางตอบพร้อมกับแย้มรอยยิ้ม
ชายผู้เป็นพ่อรู้สึกพิศวงมากที่หญิงนางนี้รู้จักลูกชายของเขา
เขาจึง สอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากนาง
ซึ่งได้เล่าสิ่งที่เกิดแก่ตนเองในวันนี้ให้ฟังว่า
“ข้าเป็นหญิงม่ายจากต่างเมือง
เมื่อสามีข้าตาย เมืองนั้นก็ไร้ที่พึ่ง ข้าจึง
ต้องอุ้มลูกเดินทางรอนแรมเพื่อมาตามหาญาติที่เหลืออยู่ในเมืองนี้ แต่กว่าจะ
เดินทางมาถึงที่นี่ต้องใช้เวลานานมาก เงินที่ติดตัวมาก็ร่อยหรอ ทําให้ข้าและลูก
ไม่มีอะไรกินมาสามวันแล้ว ขณะที่เรายังตามหาญาติไม่เจอและไม่มีเงินซื้อข้าวกิน
ก็เผอิญเห็น ลูกชายของท่านเดินถือกล้วยหอมหวีงามผ่านมาพอดี ลูกสาวของข้าทนความหิวไม่ไหวจึงวิ่งไปหาลูกชายท่านเพื่อจะขอกล้วยหอมกิน
แต่ยังไม่ทันจะวิ่งไปธ. ลูกสาวของข้าก็หมดแรงล้มลงไปเสียก่อน
ข้าจึงรีบวิ่งตามลูกไป แล้วก็หมดแรง ล้มลงเช่นกัน
ลูกชายท่านเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาช่วยพวกเรา แล้วส่งกล้วยหอม
ให้เราสองแม่ลูกกินทั้งหวี นอกจากนั้นก็ยังหาน้ําดื่มมาให้เราด้วย หากไม่มีลูก
ของท่าน ชีวิตเราคงหาไม่แล้ว ต้องขอบคุณลูกชายท่านมากจริงๆ”
กล่าวจบหญิงนางนี้ก็ส่งตะกร้าจากมือนางให้แก่ชายผู้เป็นพ่อ
แล้วจากไป
ชายผู้เป็นพ่อเปิดผ้าคลุมออกดูพบว่าในตะกร้านั้นเต็มไปด้วยกล้วย
หอมหวีงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต นอกจากนั้นยังทําให้เขาฉุกคิดถึง
อะไรบางอย่างที่ตนเองไม่เคยคิดมาก่อน
ชายผู้เป็นพ่อรีบกลับเข้าไปในบ้านและตรงเข้าไปสวมกอดลูกชาย
พร้อม ทั้งพร่ํารําพรรณคําขอโทษต่างๆ นานา เขากล่าวแก่ลูกชายอย่างสํานึกผิดว่า
“ลูกรักของพ่อ
อภัยให้พ่อที่โง่เขลาคนนี้ด้วยเถิด พ่อนั้นคิดเสมอว่า การ
สวดมนต์ด้วยเสียงอันดังจะทําให้พ่อเข้าถึงแก่นแห่งพระธรรมได้ นอกจากนั้น
การบูชาพระพุทธเจ้าด้วยกล้วยหอมอยู่เสมอก็จะทําให้พ่อได้รับแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต
แต่พ่อคิดฉาบฉวยเกินไป กล้วยหอมของลูกและของพ่อนั้นต่างคุณค่ากันมาก
กล้วยหอมของพ่อมีไว้เพื่อบูชาพระพุทธรูป แต่แท้จริงแล้วพ่อทําไปเพื่อตัวเอง
ทั้งนั้น แต่กล้วยหอมของลูกนั้นมีคุณค่าถึงขนาดช่วยชีวิตผู้อื่นให้รอดพ้นจาก
ความตายได้เลยทีเดียว และพ่อคิดว่าขณะนี้พระพุทธองค์คงกําลังให้พรใน
ความเมตตากรุณาของลูกอยู่ก็เป็นได้ ”
เ ธ อทั้ ง ห ล า ย . . .
สิ่งใดๆ
ก็ตามในโลกนี้จะมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นได้ก่อ
ใช้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เธออาจจะให้ความสําคัญกับบางสิ่งบางอย่าง อย่างมากมาย
เพราะคิดว่าสิ่งนั้นช่างมีคุณค่ามากนัก แต่ถ้าเธอยังไม่ได้ใช้มัน
ให้เกิดประโยชน์จริงๆ หรือไม่เคยรู้วิธีที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย นั้นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่มีคุณค่านักหรอก

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น